8.3 ระบบขนส่งอวกาศ

8.3 ระบบขนส่งอวกาศ

 ระบบการขนส่งอวกาศเป็นโครงการที่ถูกออกแบบให้สามารถนำชิ้นส่วนบางส่วนที่ใช้ไปแล้วกลับมาใช้ใหม่อีกเพื่อเป็นการประหยัดและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ จรวดเชื้อเพลิงแข็ง ถังเชื้อเพลิงภายนอก (สำรองไฮโดรเจนเหลวและออกซิเจนเหลว) และยานอวกาศ

 

ส่วนประกอบของระบบขนส่งอวกาศ ยานอวกาศ

     ระบบขนส่งอวกาศมีน้ำหนักรวมเมื่อขึ้นจากฐานปล่อยประมาณ 2,041,200 กิโลกรัม โดยจรวดเชื้อเพลิงแข็งจะถูกขับเคลื่อนจากฐานปล่อยให้นำพาทั้งระบบขึ้นสู่อวกาศด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าความเร็วหลุดพ้น เมื่อถึงระดับหนึ่งจรวดเชื้อเพลิงแข็งทั้งสองข้างจะแยกตัวออกมาจากระบบ จากนั้นถังเชื้อเพลิงภายนอกจะแยกตัวออกจากยานอวกาศ โดยตัวยานอวกาศจะเข้าสู่วงโคจรเพื่อปฏิบัติภารกิจต่อไป ดังรูป



ระบบขนส่งอวกาศ


 

     การปฏิบัติภารกิจสำหรับระบบขนส่งอวกาศมีหลากหลายหน้าที่ ตั้งแต่การทดลองทางวิทยาศาสตร์ (ในสภาวะไร้น้ำหนัก) การส่งดาวเทียม การประกอบกล้องโทรทรรศน์อวกาศ การส่งมนุษย์ไปบนสถานีอวกาศ ฯลฯ ยานอวกาศจึงถูกออกแบบสำหรับบรรทุกคนได้ประมาณ 7-10 คน ปฏิบัติภารกิจได้นานตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงหรืออาจใช้เวลาถึง 1 เดือน สำหรับโครงการขนส่งอวกาศขององค์การนาซามีอยู่ด้วยกัน 6 โครงการ คือ

1. โครงการเอนเตอร์ไพรส์

2. โครงการโคลัมเบีย

3. โครงการดิสคัฟเวอรี

4. โครงการแอตแลนติส

5. โครงการแชลแลนเจอร์

6. โครงการเอนเดฟเวอร์

ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันว่าโครงการแชลแลนเจอร์และโครงการโคลัมเบียประสบความสูญเสียครั้งร้ายแรง เมื่อยานทั้งสองเกิดระเบิดขึ้นขณะอยู่บนท้องฟ้า โดยระบบขนส่งอวกาศแชลแลนเจอร์ระเบิดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2529 ระหว่างเดินทางขึ้นสู่อวกาศไม่เพียงกี่นาทีด้วยสาเหตจากการรั่วไหลของก๊าซเชื้อเพลิงอุณหภูมิสูงจากรอยต่อของจรวดเชื้อเพลิงแข็งด้านขวาของตัวยาน ทำให้ก๊าซอุณหภูมิสูงดังกล่าวลามไปถึงถังเชื้อเพลิงภายนอกที่บรรจุไฮโดรเจนเหลว จึงเกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรงและเกิดระเบิดขึ้น คร่าชีวิตนักบินอวกาศ 7 คน ส่วนระบบขนส่งอวกาศโคลัมเบียเกิดระเบิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2546 (17 ปี หลังการระเบิดของยานแชลแลนเจอร์) โดยวิศวกรนาซาเชื่อว่าอาจเพราะตัวยานมีการใช้งานยาวนานจนอาจทำให้แผ่นกันความร้อนที่หุ้มยานชำรุด ทำให้เกิดระเบิดขึ้นหลังจากนักบินกำลังพยายามร่อนลงสู่พื้นโลก แต่ทั้งสองเหตุการณ์ในสหรัฐอเมริกายังไม่ร้ายแรงเท่าเหตุการณ์ระเบิดของจรวดของสหภาพโซเวียตขณะยังอยู่ที่ฐาน เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2503 โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวถึง 165 คน โศกนาฏกรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นแม้จะทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน แต่มนุษย์ก็ยังไม่เลิกล้มโครงการอวกาศ ยังมีความพยายามคิดและสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยและลดค่าใช้จ่ายให้มากขึ้น ด้วยเป้าหมายหลักของโครงการขนส่งอวกาศในอนาคตคือการสร้างสถานีอวกาศถาวรและการทดลองทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ

ยานขนส่งอวกาศนับเป็นก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของมนุษย์ชาติที่จะช่วยสานฝันให้เป็นจริงตามจินตนาการหลาย ๆ ด้านในวงการอวกาศ ยานอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หลายครั้ง ไม่ใช่ใช้เพียงแค่ครั้งเดียวแล้วทิ้งไปหรือตั้งแสดงตามพิพิธภัณฑ์เหมือนยานอวกาศรุ่นก่อน ๆ ทำให้มนุษย์สามารถสำรวจอวกาศและทำกิจกรรมต่าง ๆ ในอวกาศได้อย่างจริงจังและลดค่าใช้จ่ายลงไปมาก และเมื่อความเคยชินในการใช้งานมีมากขึ้น ต่อไปมันจะเหมือนกับพาหนะโดยสารธรรมดาลำหนึ่งเหมือนเรือเหมือนเครื่องบินที่มนุษย์คุ้นเคยในการใช้เดินทางเพียงแต่ยานขนส่งอวกาศนำพามนุษย์ล่องลอยขึ้นสู่ห้วงอวกาศที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่า
ยานขนส่งอวกาศ  (Space  Shuttle)  ใช้แล้วใช้ใหม่ได้
โครงการยานขนส่งอวกาศ  เป็นโครงการที่สืบทอดเจตนารมณ์มาจากโครงการสำรวจดวงจันทร์ของยานอะพอลโลที่มีการประยุกค์ความรู้ด้านอวกาศเดิมให้เกิดผลตอบแทนอย่างคุ้มค่า  เพราะยานขนส่งอวกาศเสมือนเป็นรถบรรทุกขนส่งสัมภาระอะไรก็ได้ที่มีน้ำหนักไม่เกิน  29,500  กิโลกรัม  สามารถบรรจุช่องบรรทุกขนาด  18 X 4.5  ตารางเมตรได้และยังเป็นยานกู้ภัย  เพื่อช่วยมนุษย์อวกาศที่ติดอยู่ในวงโคจร  (ช่วยนักบินอวกาศรัสเซียในสถานีอวกาศเมียร์)  หรือเก็บดาวเทียมที่เสียหายมาซ่อมแซม  เพื่อการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผู้เชี่ยวชาญด้านอวกาศมักใช้คำว่า “ระบบยานขนส่งอวกาศ” มากกว่า “ยานขนส่งอวกาศ” เฉย ๆ ด้วยเหตุที่ส่วนประกอบแบ่งเป็น  2  ส่วนอย่างชัดเจนคือ มียานโคจร (Orbiter)  และจรวดขับดัน  (Booster  rockets)  ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นมาตรฐานเหมือนกันหมดเพื่อสามารถใช้แทนกันได้  ดังนั้นเมื่อสังเกต “ระบบยานขนส่งอวกาศ” จะเห็นได้ว่ารูปลักษณะที่ดูคล้ายเครื่องบิน ซึ่งก็คือยานโคจรที่เกาะอยู่กับแท่งเชื้อเพลิงยักษ์ที่บรรจุเชื้อเพลิงเหลว (ออกซิเจนเหลวและไฮโดรเจนเหลว)  เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับยานโคจร  แท่งเชื้อเพลิงนี้ถูกขนาบข้างด้วยจรวดขับดันที่บรรจุเชื้อเพลิงแข็ง เพื่อช่วยขับดันให้ยานพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วที่สามารถชนะแรงโน้มถ่วงของโลกได้
ช่วงกลางปี พ.ศ.  2518  ยานโคจรลำแรกคือยานโคจร  101  (Orbiter  101)  ก็ได้รับการประกอบครั้งสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์  ขณะที่ยานใกล้ประกอบเสร็จองค์การนาซาได้ตั้งชื่อยานลำนี้ว่า “คอนสติติวชั่น  (Constitution)  แต่บรรดาแฟนของภาพยนตร์ชุดสตาร์เทรค  (Star  Trek)  ได้ทำจดหมายถึงประธานาธิบดีฟอร์ดมากกว่า  100,000  ฉบับขอให้ตั้งชื่อยานลำนี้ว่า  “เอนเตอร์ไพรส์  (Enterprise)”  ตามชื่อยานในภาพยนตร์ชุดดังกล่าว  จึงเป็นที่มาของชื่อยานลำแรกของยานขนส่งอวกาศ
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s